085-159-3888      จันทร์ - ศุกร์ 08:30 - 17:30 น.      contact@italthailawfirm.com

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมายถึง กฎหมายที่รวมเอาบทบัญญัติที่เกี่ยวกับเรื่องในทางแพ่งและพาณิชย์มาไว้ด้วยกันเป็นหมวดหมู่ จัดระเบียบให้เข้ากัน การจัดทำกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ของไทย เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535

กฎหมายพาณิชย์  คือ กฎหมายว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบุคคล อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเศรษฐกิจและการค้า โดยวางระเบียบเกี่ยวพันทางการค้าหรือธุรกิจระหว่างบุคคล เช่น การตั้งหุ้นส่วนบริษัท การประกอบการรับขน และเรื่องเกี่ยวกับตั๋วเงิน (เช่น เช็ค) กฎหมายว่าด้วยการซื้อขาย การเช่าทรัพย์ การจำนอง การจำนำ เป็นต้น             

ในปัจจุบันกฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์ของประเทศไทย ได้บัญญัติรวมเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน เรียกชื่อว่า "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" แบ่งออกเป็น 6 บรรพ คือ บรรพ 1 ว่าด้วยหลักทั่วไป บรรพ 2 ว่าด้วยหนี้ บรรพ 3 ว่าด้วยเอกเทศสัญญา บรรพ 4 ว่าด้วยทรัพย์สิน บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัวและบรรพ 6 ว่าด้วยมรดก             

เหตุที่ประเทศไทยมีการจัดทำประมวลกฎหมายโดยการนำเอากฎหมายแพ่งมารวมกับกฎหมายพาณิชย์เป็นฉบับเดียวคล้ายกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยไม่ได้แยกเป็นประมวลกฎหมายแพ่งเล่มหนึ่งและประมวลกฎหมายพาณิชย์อีกเล่มหนึ่งดังเช่นประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เพราะการค้าพาณิชย์ในขณะที่ร่างกฎหมายยังไม่เจริญก้าวหน้า อีกทั้ง หลักทั่วไปบางอย่างในกฎหมายแพ่งก็สามารถนำไปใช้กับกฎหมายพาณิชย์ได้ ความจำเป็นที่จะต้องแยกกฎหมายพาณิชย์ออกจากกฎหมายแพ่งโดยจัด

ขอบคุณที่มา
nawaporn25.blogspot.com

ความหมายของกฎหมายแพ่ง

1. กฎหมายแพ่ง เป็นกฎหมายเอกชนว่าด้วยเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ ระหว่างเอกชนต่อเอกชน ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย กฎหมายแพ่งของไทยบัญญัติในรูปของประมวลกฎหมายรวมกับกฎหมายพาณิชย์  รวมเรียกว่า กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสาระพอสังเขป ได้ดังนี้

  1.1 บุคคล หมายถึง สิ่งซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย มี 2 ประเภท คือ บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล

               1.1.1 บุคคลธรรมดา หมายถึง มนุษย์ซึ่งมีสภาพบุคคล และสิ้นสภาพบุคคลโดยการตายตามธรรมชาติ หรือตายโดยการสาบสูญ (กรณีปกติ 5 ปี และกรณีไม่ปกติ 2 ปี คือ อยู่ในระหว่างการรบสงคราม ประสบภัยในการเดินทาง เหตุอันตรายต่อชีวิต)

               1.1.2 นิติบุคคล หมายถึง สิ่งที่กฎหมายรับรองให้เป็นสภาพบุคคลสมมุติ ให้มีสิทธิหน้าที่เหมือนบุคคลธรรมดา แบ่งเป็น 2 ประเภท  คือ

               ก) นิติบุคคลตามประมวลกกหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่

    1) กระทรวง ทบวง กรม

                    2) วัดวาอาราม ที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสงฆ์

                    3) ห้างหุ้นส่วนที่ได้จดทะเบียนแล้ว

                    4) บริษัทจำกัด

                    5) มูลนิธิ สมาคม

               ข) นิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ได้แก่ นิติบุคคลที่มีกฎหมายพิเศษรับรองสถานะ เช่น พรรคการเมือง รัฐวิสาหกิจ สหกรณ์

1.2 ทรัพย์ กฎหมายได้แยกลักษณะของทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

               1.2.1 สังหาริมทรัพย์ ได้แก่

               ก) ทรัพย์ทั้งหลายอันอาจเคลื่อนที่ได้ จากที่แห่งหนึ่งไปแห่งอื่น ไม่ว่าเคลื่อนด้วยแรงเดินแห่งตัวทรัพย์นั้นเอง หรือ ด้วยกำลังภายนอก เช่น

               1) เคลื่อนที่ด้วยแรงของทรัพย์นั้นเอง เช่น หมู ช้าง วัว ควาย ฯลฯ

               2) เคลื่อนด้วยกำลังภายนอก เช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์ โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ

               ข) กำลังแรงแห่งธรรมชาติอันอาจถือเอาได้ เช่น ก๊าซ  กระแสไฟฟ้า

               ค) สิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์นั้นด้วย เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิจำนำ สิทธิจำนอง สิทธิเครื่องหมายการค้า ฯลฯ

               1.2.2 อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่

               1) ที่ดิน

               2) ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินนั้น เช่น ตึก โรงเรือน บ้าน ไม้ยืนต้นต่างๆ ฯลฯ

               3) ทรัพย์อันประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน เช่น หิน กรวด ทราย

               4) สิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น สิทธิครอบครอง สิทธิจำนอง กรรมสิทธิ์ในที่ดิน

1.3 นิติกรรม หมายถึง การกระทำใดๆ ที่ชอบด้วยกฎหมายและใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ

               การแสดงเจตนาของนิติกรรมอาจจะแสดงด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือการนิ่งก็ได้

               นิติกรรมแม้จะทำด้วยใจสมัคร ก็มีข้อบกพร่อง ถ้ากฎหมายเข้าไปควบคุมและไม่อนุญาตให้ทำ โดยมี 2 ลักษณะ

1.     โมฆะกรรม หมายถึง การกระทำใดๆ ลงไป โดยเสียเปล่า ไม่มีผลผูกพันธ์ใดๆ  ได้แก่

1.1  นิติกรรมที่ต้องห้ามโดยกฎหมายชัดแจ้ง เช่น ทำสัญญาจ้างให้กระทำผิดกฎหมาย จ้างฆ่าคน

1.2   นิติกรรมเป็นการพ้นวิสัย เช่น ทำสัญญาซื้อขายดวงอาทิตย์

1.3  นิติกรรมที่เป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

1.4  นิติกรรมผิดแบบ เช่น การทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่  การเช่าซื้อต้องทำหนังสือ หากไม่ปฏิบัติก็ตกเป็นโมฆะ

2.     โมฆียกรรม หมายถึง นิติกรรมที่มีผลต่อคู่กรณี แต่ไม่สมบูรณ์โดยกฎหมาย เนื่องจากความสามารถของผู้กระทำนิติกรรม เช่น ผู้เยาว์ ผู้เสมือนไร้ความสามารถ ผู้ไร้ความสามารถ เป็นต้น หากมีการให้การรับรอง นิติกรรมนั้นก็สมบูรณ์ หรือ บอกล้างได้ภายใน 10 ปี ก็จะตกเป็นโมฆะกรรม

1.4  สัญญา เป็นนิติกรรมชนิดหนึ่ง สัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องมีคู่สัญญาถูกต้องตามสาระสำคัญ และมีวัตถุประสงค์ไม่ต้องห้ามตามกำหมาย หรือขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ได้แก่

           1.4.1 สัญญากู้ยืมเงิน

                               การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้ยืม จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้

               1.4.2 สัญญาซื้อขาย

                               สัญญาซื้อขาย คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อตกลงจะชำระราคาทรัพย์สินให้แก่ผู้ขาย  หากพูดถึงการซื้อขาย ก็จะต้องกล่าวถึง สัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งส่วนให้จะทำสัญญากันก่อน ก่อนซื้อขายส่งมอบทรัพย์สินกันจริง หลักเกณฑ์พิจารณาได้ดังนี้

                               สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขาย ทรัพย์สินประเภท อสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือ อย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางเงินมัดจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้  และกฎหมายยังบังคับถึง สัญญาซื้อขาย สังหาริมทรัพย์ ที่มีราคาตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไปด้วย ที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ

                               สัญญาซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์  ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (พนักงานที่ดิน) หากไม่ทำถือว่าเป็นโมฆะ

               1.4.3 สัญญาขายฝาก

                               สัญญาขายฝาก หมายถึง สัญญาซื้อขายที่ผู้ขาย มีสิทธิไถ่ถอนได้ทรัพย์คืนตามเวลาที่กำหนด หากไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ก็จะตกไปยังผู้ซื้อนับตั้งแต่เวลาที่ทำสัญญากัน

               1.4.4 สัญญาเช่าซื้อ

                               สัญญาเช่าซื้อ หมายถึง สัญญาที่เจ้าของทรัพย์ เอาทรัพย์ออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือให้ทรัพย์สินนั้นแก่ผู้เช่า โดยมีเงื่อนไข ว่าต้องชำระเงินครบตามคราวที่กำหนด และที่สำคัญ สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ มิฉะนั้นถือเป็นโมฆะ

                       เจ้าของทรัพย์บอกเลิกสัญญาได้ ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า 2 งวดติดต่อกัน หรือผู้เช่าซื้อผิดสัญญาในข้อที่เป็นสาระสำคัญ โดยผู้ให้เช่าซื้อได้เงินค่าเช่าที่ชำระไปแล้วทั้งหมดและเรียกทรัพย์คืนได้

               1.4.5 สัญญาจำนอง

                       สัญญาจำนอง หมายถึง สัญญาที่ผู้จำนองเอาทรัพย์สิน ประเภท อสังหาริมทรัพย์ เรือ แพ หรือ เครื่องจักร ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้

                       ลักษณะสำคัญของสัญญาจำนอง

                               1. ผู้จำนองต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนอง

                               2. ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่

3. ผู้จำนองจะนำทรัพย์สินที่ติดจำนองไปจำนองแก่ผู้อื่นอีกในระหว่างที่สัญญาจำนองอันแรกยังมีอายุอยู่ก็ได้

               1.4.6  สัญญาจำนำ

                               สัญญาจำนำ หมายถึง สัญญาที่ผู้จำนำ ส่งมอบทรัพย์สินประเภท สังหาริมทรัพย์ แก่ผู้รับจำนำและตกลงว่าจะมาไถ่ถอนตามวันและเวลาที่กำหนด หากไม่มาไถ่ถอน ผู้รับจำนำมีสิทธิในทรัพย์สินนั้น

               1.4.7  สัญญาค้ำประกัน

                               สัญญาค้ำประกัน หมายถึง การที่ผู้ค้ำประกันทำสัญญากับเจ้าหนี้ว่า เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แล้ว ตนจะชำระหนี้แทน สัญญาค้ำประกัน ต้องทำเป็นหนังสือ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้

1.5 ครอบครัว

               1.5.1 การหมั้น หมายถึง การที่ฝ่ายชาย ตกลงกับฝ่ายหญิง ว่าจะสมรสกับหญิงนั้น โดยมีของหมั้นเป็นประกัน สาระสำคัญของการหมั้น

                               1. การหมั้นนั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ ผู้เยาว์จะทำการหมั้นต้องได้รับความยินยอมจากบิดา มารดาหรือผู้ปกครอง

                               2. ถ้าหมั้นแล้วสมรส ของหมั้นจะกลายเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายหญิง

                               3. ถ้าหมั้นแล้วไม่สมรส

                                               3.1 เนื่องจากความผิดของฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงยึดของหมั้นได้

3.2 เนื่องจากความผิดของฝ่ายหญิง หญิงต้องคืนของหมั้นให้ฝ่ายชาย ชายเรียกสินสอดคืนได้

3.3 ฝ่ายที่เสียหายเรียกค่าทดแทนได้

3.4 จะฟ้องให้ศาลบังคับให้มีการสมรสไม่ได้

               1.5.2 การสมรส

                               1. การสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงอายุ 17 ปีบริบูรณ์ หากอายุต่ำกว่านี้ต้องให้ศาลอนุญาต               

                               2. การสมรส จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ จดทะเบียนต่อหน้านายทะเบียน

               ผู้ที่กฎหมายห้ามสมรส

1.      ชายหรือหญิงที่วิกลจริต หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ

2.      ชายหญิงที่เป็นญาติสืบสายโลหิตเดียวกัน เช่น พ่อแม่ – ลูก  หรือ พี่ – น้อง ที่มีพ่อแม่ร่วมกัน

3.      ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรม

4.      ชายหรือหญิงที่มีคู่สมรสอยู่แล้ว

หญิงที่เคยสมรสแล้ว เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงไม่ว่า เพราะสามีตาย หรือหย่า จะสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อ

1.     การสมรสได้สิ้นสุดลงไปอย่างน้อย 310 วัน

2.     สมรสกับคู่สมรสเดิม

3.     คลอดบุตรในระหว่างนั้น

4.     มีใบรับรองแพทย์ว่าไม่ตั้งครรภ์

5.     ศาลสั่งให้สมรสได้

การสิ้นสุดของการสมรส

1.     ตาย ไม่ว่าจะตายโดยธรรมชาติ หรือสาบสูญ

2.     การหย่า

2.1  การหย่าโดยความยินยอมกันทั้งสองฝ่าย ต้องทำเป็นหนังสือ โดยมีพยานอย่างน้อย 2 คน หรือ จดทะเบียนหย่า

2.2  การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล

-         เพราะมีอีกฝ่ายหนึ่งมีความผิด เช่น สามีอุปการะยกย่องหญิงอื่นฉันท์ภรรยา ภรรยามีชู้ สามีหรือภรรยาไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ ประพฤติชั่ว

-         เพราะการสาบสูญ หรือ ความเจ็บป่วย เช่น ร่วมประเวณีกันไม่ได้

 

ขอบคุณที่มา
nawaporn25.blogspot.com

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

                กฎหมายนอกจากเป็นเครื่องมือในการปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์หรือในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแล้ว  ยังได้บัญญัติต่อไปถึงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำระหว่างบุคคลต่อบุคคล  ที่มีความผูกพันกันในทางกฎหมายว่า  จะมีผลผูกพันหรือการก่อนิติสัมพันธ์กันอย่างไร  ซึ่งสามารถแยกหัวข้อการศึกษาได้ดังต่อไปนี้

กฎหมายแพ่งในชีวิตประจำวัน

                กฎหมายแพ่ง  คือ  ระเบียบ  กฎเกณฑ์เกี่ยวกับส่วนเอกชนและความสัมพันธ์ระหว่างบุคล  ด้านสถานภาพ  สิทธิและหน้าที่  เช่น  เรื่องราวเกี่ยวกับทรัพย์สิน  ครอบครัว  มรดก  นิติกรรม  เป็นต้น

                ทรัพย์  หมายถึง  วัตถุที่มีรูปร่างเป็นตัวตน  เห็นได้  ถูกต้อง  สัมผัสได้  ซึ่งบุคคลอาจถือเอาประโยชน์จากทรัพย์นั้นได้  เช่น  ปากกา  นาฬิกา  วิทยุ  เสื้อผ้า  เป็นต้น

                ทรัพย์สิน  นอกจากหมายถึงทรัพย์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ยังรวมถึงสิ่งที่ไม่มีรูปร่างด้วย  เช่น  สิทธิกรรมสิทธ์  สิทธิบัตร  ลิขสิทธ์  เป็นต้น

                ประเภทของทรัพย์สิน

                ทรัพย์สินที่สำคัญมี  2  ประเภท  คือ  สังหาริมทรัพย์  และอสังหาริมทรัพย์

                1.  สังหาริมทรัพย์  ได้แก่  ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้  เช่น  โต๊ะ  เก้าอี้  รถยนต์  แรงธรรมชาติที่มีราคา  เช่น  กระแสไฟฟ้า  พลังน้ำตก  พลังไอน้ำ  และสิทธิในสังหาริมทรัพย์  เช่น  สิทธิบัตร  ลิขสิทธิ์  เป็นต้น

                2.  อสังหาริมทรัพย์  ได้แก่  ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้  เช่น  ที่ดิน  ทรัพย์ที่ติดอยู่กับดิน  เช่น  สิ่งปลูกสร้าง  ไม้ยืนต้น  ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับดิน  เช่น  กรวด  ทราย  และแร่ธาตุในดิน  รวมทั้งสิทธิอันเกี่ยวกับกรรมสิทธ์ในที่ดิน  เช่น  สิทธิครอบครองที่ดิน  สิทธิอาศัย  เป็นต้น

                สิทธิในทรัพย์สิน

                สิทธิในทรัพย์สิน  คือ  ประโยชน์ที่บุคคลจะพึงมีพึงจะได้ในทรัพย์สินนั้น  แม้จะไม่มีรูปร่าง  แต่ก็อาจมีราคาและยึดถือเอาได้  สิทธิในทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด  ได้แก่  กรรมสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ  ผู้ใดมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใดผู้นั้นย่อมมีสิทธิครอบครอง  จำหน่าย  จ่ายแจก  หรือได้ดอกผลจากทรัพย์สินนั้น  หรือแม้กระทั้งการทำลายทรัพย์สินนั้นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้  การได้มาซึ่งสิทธิในทรัพย์สินมี  2  ประการ  คือ  ได้มาโดยกฎหมายและได้มาโดยนิติกรรมและสัญญา

                1.  การได้สิทธิโดยกฎหมาย  คือ  การได้มาตามบทบัญญัติของกฎหมาย  เช่น  การโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของกระทรวง  ทบวง  กรมต่างๆ  ที่มีกฎหมายปรับปรุง

                2.  การได้สิทธิมาโดยนิติกรรมและสัญญา  เป็นการได้สิทธิมาตามข้อตกลง  หรือการทำสัญญา  เช่น  สิทธิในการรับทรัพย์สินเป็นมรดกตกทอดตามพินัยกรรม  สิทธิในทรัพย์สินตามสัญญาซื้อขาย  สิทธิในผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่าตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าทรัพย์  เป็นต้น

                การใช้สิทธิในทางแพ่ง

                การถือสิทธิในทางแพ่งต่างกับการใช้สิทธิในทางแพ่ง  กล่าวคือ  บุคคลธรรมดาทุกคนตั้งแต่เกิดมามีชีวิตรอดอยู่  มีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมาย  ก็ย่อมมีความสามารถที่จะถือสิทธิ  เช่น  การมีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือการมีสิทธิในร่างกายในชีวิตของเรา  โดยไม่ถูกจำกัดเรื่องอายุ  เพศ  ศาสนา  การศึกษา  สติปัญญา  สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลกระทบกระเทือนในการถือสิทธิ์แต่อย่างใด  เมื่อถือสิทธิแล้วจะใช้สิทธินั้นได้เพียงใดย่อมต้องเป็นไปตามกฎหมาย

                โดยหลักกฎหมาย  บุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เสมอกัน  กล่าวคือ  ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเท่าเทียมกันไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีความแตกต่างกันด้วย  วัย  เพศ  หรือสถานะใดก็ตาม  แต่เพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ทรงสิทธินั้นเอง  และของบุคคลอื่นหรือบุคคลภายนอกที่อาจจะเข้ามาผูกพัน  กฎหมายจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปปกป้องช่วยเหลือโดยการจำกัดขอบเขตการใช้สิทธิบางประการ  เพราะฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า  แม้บุคคลทุกคนจะมีความสามารถถือสิทธิหรือเป็นผู้ทรงสิทธิ์ได้เท่าเทียมกัน  แต่การใช้สิทธินั้นอาจถูกจำกัดได้ด้วยเหตุบางประการ  ได้แก่  ภาวะผู้เยาว์  ภาวะวิกลจริต  ภาวะเสมือนไร้ความสามารถ

                1.  ภาวะผู้เยาว์  ผู้เยาว์  ได้แก่  บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  คือ  ยังมีอายุไม่ครบ  20  ปีบริบูรณ์  แต่ทั้งนี้มีข้อยกเว้นสำหรับผู้เยาว์ที่อาจจะบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรส  หากการสมรสนั้นได้ทำเมื่อฝ่ายชายผู้เยาว์และฝ่ายหญิงผู้เยาว์มีอายุ  17  ปีบริบูรณ์แล้ว  ซึ่งเป็นการบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส  และเมื่อได้รับผลตามกฎหมายคือการบรรลุนิติภาวะแล้ว  ก็จะได้รับผลตามกฎหมายนี้โดยตลอดไป  คือ  การบรรลุนิติภาวะตลอดไป  แม้ผู้เยาว์จะได้ทำการหย่าร้างกันกันที่จะมีอายุครบ  20  บริบูรณ์  ก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงการบรรลุนิติภาวะที่เกิดจากการสมรสที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว

                ผู้เยาว์จะถูกจำกัดความสามารถในเรื่องที่จะทำนิติกรรม  หรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและใจสมัคร  เพื่อผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หากผู้เยาว์กระทำจะต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน  บรรดานิติกรรมใดๆ  ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงไปโดยปราศจากความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม  กฎหมายจะกำหนดให้นิติกรรมดังกล่าวนั้นตกเป็นโมฆียะ  คือ  ยังเป็นนิติกรรมที่มีความสมบูรณ์อยู่ใช้บังคับได้ตามกฎหมายจนกว่าจะถูกบอกล้าง

                ข้อยกเว้นสำหรับนิติกรรมบางประเภทที่ผู้เยาว์สามารถทำได้เอง  โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน  มีดังนี้

                                1)  นิติกรรมที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้เยาว์  เช่น  ผู้เยาว์มีบุตรและผู้เยาว์ไปรับรองบุตรว่าเป็นบุตรโดนชอบด้วยกฎหมาย  ด้วยการจดทะเบียนรับรองบุตร  ณ  ที่ว่าการอำเภอ

                                2)  การทำพินัยกรรมของผู้เยาว์  สามารถกระทำได้เมื่อผู้เยาว์อายุ  15  ปีบริบูรณ์แล้ว

                                3)  การกระทำที่เป็นการกระทำที่สมแก่ฐานานุรูปแห่งตน  และเป็นการจำเป็นแห่งการเลี้ยงชีพของผู้เยาว์  ผู้เยาว์ก็สามารถทำได้

                          4)  การกระทำที่เป็นการได้มาซึ่งสิทธิที่เป็นประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว  หรือเพื่อเป็นการหลุดพ้นไปซึ่งหน้าที่อันใดอันหนึ่ง  ผู้เยาว์ก็สามารถทำได้ด้วยตนเอง  โดยไม่ต้องขออนุญาติผู้แทนโดยชอบธรรมก่อนทั้งนี้เพราะเป็นการได้ประโยชน์แต่ตัวผู้เยาว์อย่างเดียว

          2.  ภาวะวิกลจริต  สภาพร่างกายของบุคคลอาจจะมีความแตกต่างกันในเรื่องสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์  การที่บุคคลหนึ่งมีโรคภัยไข้เจ็บทางสมองถึงขั้นวิกลจริต  คือ  มีความประพฤติหรือกิริยาผิดปกติหรือเป็นบ้า  บุคคลดังกล่าวนี้ควรจะได้รับความเห็นใจจากสังคม  ในทางกฎหมายจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือบุคคลดังกล่าวโดยการกำหนดว่าบุคคลวิกลจริตอาจจะถูกศาลสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้  และศาลก็จะต้องให้มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้อนุบาลคนไร้ความสามารถนั้น

                ผลจากการที่บุคคลวิกลจริตถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ  บุคคลนั้นจะถูกจำกัดความสามารถในการทำนิติกรรม  กล่าวคือไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆ  ได้เลย  ถ้ามีความจำเป็นจะต้องจะต้องทำนิติกรรมใด  จะต้องให้ผู้อนุบาลเป็นคนกระทำแทนเสมอไปทุกกรณี

                ผู้อนุบาลจะต้องเป็นผู้ไปทำนิติกรรมแทนคนไร้ความสามารถ  ผู้อนุบาลจึงไม่มีอำนาจที่จะอนุญาติให้คนไร้ความสามารถทำนิติกรรมได้เอง

                3.  ภาวะเสมือนไร้ความสามารถ  สภาพของร่างกายและจิตใจที่ไม่ถึงขั้นเป็นคนวิกลจริต  อาจจะเป็นเพียงกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบบางเวลา  หรือบางครั้งบางคราว  หรืออาจจะเกี่ยวกับความประพฤติ  เช่น  ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย  มีความเสเพลเป็นอาจิณ  หรือติดสุรายาเมา  สิ่งเสพย์ติด  บุคคลดังกล่าวนี้อาจถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้

                คนเสมือนไร้ความสามารถที่ศาลสั่งจะถูกจำกัดความสามารถเฉพาะในการทำนิติกรรมที่มีความสำคัญหรือเป็นประโยชน์ได้เสียที่สำคัญของคนเสมือนไร้ความสามารถบางประการเท่านั้น  เช่น  ไม่สามารถซื้อขาย      อสังหาริมทรัพย์  ไม่สามารถรับหรือสละความเป็นทายาท  ไม่สามารถฟ้องร้องคดีความในศาลหรือประนีประนอมยอมความ  เป็นต้น  นิติกรรมดังกล่าวนี้  คนเสมือนไร้ความสามารถจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์หรือผู้คุ้มครองดูแลก่อน  มิฉะนั้นนิติกรรมดังกล่าวนี้จะตกเป็นโมฆียะ

                นิติกรรม

                นิติกรรม  หมายถึง  การใดๆ  อันทำลงไปโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  เพื่อจะก่อการเปลี่ยนแปลง  โอน  สงวน  หรือระงันซึ่งสิทธิ์

                สิทธิ  หมายถึง  อำนาจที่จะกระทำการใดๆได้อย่างอิสระ  เป็นประโยชน์ของบุคคลซึ่งกฎหมายรับรองคุ้มครองและป้องกันให้  มูลเหตุอันเป็นที่เกิดของสิทธิในทางกฎหมายนั้นอาจจำแนกได้เป็น  2  เหตุที่สำคัญ  คือ  เหตุธรรมชาติ  และเหตุอันเนื่องจากการกระทำของบุคคล

                สิทธิที่เกิดจากเหตุธรรมชาติ  เช่น  เมื่อบุคคลใดตาย  มรดกของบุคคลนั้นจะโอนกรรมสิทธิ์ตกทอดไปยังทายาทของผู้ตายทันที  เหตุนี้เป็นผลทำให้ทายาทได้รับสิทธ์ในทรัพย์มรดกมาจากการตายของเจ้าของมรดกตามกฎหมายไม่ถือว่าเป็น  นิติกรรม

                สิทธิอันเนื่องมาจากการกระทำของบุคคล  เป็นสิทธิที่กระทำด้วยใจสมัคร  และชอบด้วยกฎหมาย  เรียกว่า  นิติกรรม

                องค์ประกอบนิติกรรม  นิติกรรมจะต้องเกิดจากการกระทำของบุคคล  และประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

                1.  ต้องมีการแสดงเจตนาของบุคคล  หมายความว่า  บุคคลนั้นกระทำสิ่งใดลงไปเพื่อต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่งทางกฎหมาย  หรือมีความประสงค์ที่จะก่อความสัมพันธ์ขึ้นตามกฎหมาย  เช่น  การทำสัญญา  เป็นต้น

                2.  จะต้องเป็นการกระทำด้วยความสมัครใจ  กล่าวคือ  เมื่อมีการแสดงเจตนากระทำแล้ว  การกระทำนั้นจะต้องประกอบด้วยความสมัครใจอีกด้วย  เช่น  ไม่ใช่การกระทำที่เกิดจากการข่มขู่หรือใช้กำลังบีบบังคับไม่ใช่การกระทำขณะไม่มีสติสัมปชัญญะ  ซึ่งอาจจะเป็นผลทะให้นิติกรรมไม่มีความสมบูรณ์ได้

                3.  ต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย  ผลของนิติกรรมนั้นกฎหมายยอมรับในการคุ้มครองและบังคับบัญชาให้เกิดผลตามที่เจตนากระทำ  ฉะนั้นการกระทำดังกล่าวนั้นจึงจะต้องการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย  เช่น  ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย  หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  เป็นต้น

                4.  จะต้องเป็นการที่กระทำที่มีเจตนาให้เกิดผลตามกฎหมาย  ผลตามกฎหมายของนิติกรรมนี้มีความสำคัญมาก  คือ  เมื่อนิติกรรมที่ได้ทำขึ้นมีความสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วจะเกิดผลซึ่งเรียกว่า  ความเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ  ดังนี้

                การก่อสิทธิ  เช่น  การทำสัญญาเงินกู้จะก่อสิทธิ  คือ  ความเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามสัญญากู้เงินนั้น

                การเปลี่ยนแปลงสิทธิ  เช่น  นางสาวแดงสัญญาว่าจ้างนางดำให้ตัดชุดวิวาห์  ก่อนวันสมรส  ถ้านางดำตัดชุดไม่ทันกำหนด  นางดำต้องชำระเงินให้นางสาวแดง  1000  บาท  เพื่อไปซื้อจากที่อื่นแทน  ดังนี้  ถ้านางดำผิดสัญญา  นางสาวแดงย่อมเรียกร้องเงิน  1000  บาท  จากนางดำได้  เป็นการเปลี่ยนแปลงสิทธิที่จะได้ชุดวิวาห์เป็นสิทธิที่จะได้รัยเงิน  1000  บาทแมน

                การโอนสิทธิ  จากตัวอย่างสัญญากู้เงิน  เจ้าหนี้อาจจะโอนสิทธิความเป็นเจ้าหนี้หาบุคคลอื่นมาเป็นเจ้าหนี้แทนได้

                การสงวนสิทธิ  เพื่อเป็นหลักประกันในการกู้เงินดังกล่าวแล้ว  เจ้าหนี้อาจจะขอให้ลูกหนี้หาบุคคลอื่นมาเป็นผู้ค้ำประกันในการกู้เงิน  เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีที่ลูกหนี้ผิดสัญญา  เจ้าหนี้ก็จะได้ไปเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากผู้ค้ำประกัน

                การระงับสิทธิ  สิทธิที่เกิดขึ้นตามสัญญาดังกล่าวแล้ว  อาจจะมีการระงับไปด้วยสาเหตุหลายประการ  เช่น  การกู้เงินก็อาจจะระงับไปด้วยการที่เจ้าหนี้ยกหนี้ให้กับลูกหนี้  หรือลูกหนี้นำเงินที่เป็นหนี้พร้อมดอกเบี้ยมาชำระหนี้ตามสัญญา  สัญญาก็จะระงับไป

                การกระทำของบุคคลในชีวิตประจำวันนั้นเมื่อมองดูเผินๆ  แล้ว  อาจจะเข้าใจว่า  เป็นการกระทำ  นิติกรรม  แต่ความจริง  แม้การกระทำหลายอย่างในชีวิตประจำวันจะเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแต่ถ้าผู้กระทำไม่มีความประสงค์ที่จะให้มีความผูกพันหรือการบังคับกันตามกฎหมายอย่างจริงจังแล้ว  การกระทำดังกล่าวนั้นก็หานิติกรรมไม่  เช่น  การกระทำตามอัธยาศัยไมตรีนัดเพื่อนไปดูภาพยนตร์  หรือนัดไปรับประทานอาหารร่วมกัน  แม้อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ไปตามที่นัดไว้  ตามกฎหมายก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดสัญญา  เพราะการกระทำดังกล่าวยังไม่ถึงเกณฑ์ที่เรียกว่าเป็นการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลแต่อย่างใด

                ความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรม

                นิติกรรมที่ทำขึ้นเองอาจจะเกิดความบกพร่องที่เป็นผลทำให้นิติกรรมนั้นไม่สมบูรณ์  ซึ่งตามกฎหมายเรียกความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมนี้ว่า  โมฆะกรรม  และ  โมฆียะกรรม  ในทางกฎหมายสองคำนี้มีความแตกต่างกันมาก  ดังนี้

                โมฆะกรรม

                โมฆะกรรม  หมายถึง  การกระทำที่สูญเปล่า  เสียเปล่าไม่เกิดผลตามกฎหมายขึ้นมา  ฉะนั้น  เมื่อกล่าวถึงคำว่านิติกรรมที่เป็นโมฆะ  หมายถึง  นิติกรรมนั้นไม่เกิดผลหรือไม่มีความผูกพันในอันที่จะบังคับตามกฎหมายได้แต่อย่างไร

                นิติกรรมที่เป็นโมฆะนั้น  บุคคลทุกคนสามารถกล่าวอ้างหยิบยกขึ้นมาอ้างได้ว่า  นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ

                โมฆียะกรรม

                โมฆียะกรรมเป็นนิติกรรมที่มีความสมบูรณ์อยู่  สามารถใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย  แต่อยู่ในเงื่อนไขที่ว่าอาจถูกยกเลิกซึ่งตามกฎหมายเรียกว่า  การบอกล้าง  นิติกรรมที่เป็นโมฆียะ  เมื่อการบอกล้างแล้วโมฆียะกรรมนั้นจะต้องเป็นโมฆะ  ซึ่งแตกต่างกับโมฆะกรรมที่ไม่ต้องมีการบอกล้างแต่อย่างใดเลย  เพราะโมฆะกรรมนั้นไม่มีผลในกฎหมายเกิดขึ้นเลย

                ส่วนการกระทำใดของบุคคลจะต้องตกเป็นโมฆะกรรมหรือโมฆียะกรรม  จะต้องศึกษาจากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของบุคคลเสมอๆ  ดังนี้

               

นิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะมีดังนี้

                1.  นิติกรรมที่ทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้  เช่น  การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  ได้แก่  ที่ดินหรือทรัพย์ที่ติดกับที่ดิน  เช่น  บ้าน  ตามกฎหมายคู่สัญญาต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  ได้แก่  เจ้าพนักงานที่ดิน  ณ  สำนักงานที่ดิน  ถ้ามิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้  กล่าวคือ  ไม่ถูกต้องตามแบบ  เช่น  ทำสัญญาซื้อขายกันเอง  โดยมิได้ทำการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  สัญญาดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะ  ถือว่าไม่มีการทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินกันแต่อย่างใดเลย

                2.  การทำนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้าม  หรือเป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน  หรือเป็นการพ้นวิสัย  นิติกรรมดังกล่าวนี้จะตกเป็นโมฆะ

                3.  นิติกรรมที่บกพร่องเกี่ยวกับการแสดงเจตนาในบางกรณี  เช่น  สำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมนั้น

                4.  มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษว่าเป็นโมฆะ  เช่น  การจดทะเบียนสมรสซ้อน  กล่าวคือ  ทำการสมรสในขณะที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคู่สมรสอยู่แล้ว  หรือการทำพินัยกรรมที่ผิดแบบที่กฎหมายได้กำหนดไว้

กฎหมายพาณิชย์ในชีวิตประจำวัน

                กฎหมายพาณิชย์  คือ  การวางระเบียบกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวพันทางการค้า  หรือธุรกิจระหว่างบุคคล  เช่น  กฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงิน  กฎหมายเกี่ยวกับการค้ำประกัน  กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจำนอง  จำนำ  กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาซื้อ  สัญญาเช่า  สัญญาเช่าซื้อ  เป็นต้น         

                กฎหมายที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน

                การกู้ยืมเงินเป็นการทำนิติกรรมสัญญาอย่างหนึ่ง  ซึ่งตามกฎหมายเรียกว่า  นิติกรรม  2  ฝ่าย  เพราะคำว่า  สัญญา  จะต้องตกลงทำกันโดยบุคคลตั้งแต่  2  ฝ่ายเสมอไป  ฉะนั้นการกู้ยืมเงินตามกฎหมายจึงเกิดความผูกพันระหว่างผู้ให้กู้  เรียกว่า  เจ้าหนี้  ฝ่ายหนึ่ง  และผู้กู้  เรียกว่า  ลูกหนี้  ฝ่ายหนึ่ง  โดยลูกหนี้มีหน้าที่จะต้องใช้เงินคืน  พร้อมกับดอกเบี้ยภายในเวลาที่กำหนด

                การกู้ยืมเงินจะมีผลสมบูรณ์เมื่อมีการส่งมอบเงินให้แก่ผู้ที่ซึ่งเรียกว่า  ลูกหนี้  และการกู้ยืมเงินดังกล่าวนี้จะทำสัญญาเป็นหนังสือ  หรือเพียงการตกลงด้วยวาจาก็เกิดเป็นสัญญาที่มีความผูกพันกันตามกฎหมายโดยสมบูรณ์แล้ว  แต่ถ้าการกู้ยืมเงินเกินกว่าสิบห้าบาทโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องบังคับคดีไม่ได้  คนเป็นจำนวนมาเข้าใจว่าการทำสัญญาจะต้องทำเป็นหนังสือเสมอไปนั้นเป็นความเข้าใจผิด  เพราะสัญญาอาจเกิดขึ้นได้ด้วยการตกปากลงคำ  ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือแต่อย่างใด  แต่คนที่รอบคอบควรทำเป็นหนังสือเพื่อจะได้มีหนังสือสัญญาเป็นพยานเอกสาร  ถ้ามีการผิดสัญญาเกิดขึ้น  ก็จะเป็นหลักฐานในการฟ้องคดีได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 ดอกเบี้ย  คือ  ค่าตอบแทนที่บุคคลหนึ่งต้องใช้ให้แก่อีกบุคคลหนึ่งเพื่อการที่ได้ใช้เงินของบุคคลนั้น หรือเพื่อทดแทนการไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้อง  กฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงสุดไม่เกินร้อยละ  15  ต่อปี  เว้นแต่เป็นการกู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหรือธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นที่กฎหมายกำหนดซึ่งอาจเรียกอัตราดอกเบี้ยเกินร้อย  15  ต่อปีได้  โดยให้เป็นไปตามกฎหมายพิเศษของบริษัทเงินทุนหรือธนาคาร

การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา  คือ  เกินร้อยละ  15  อาจทำให้การเรียกดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะทั้งหมดหรือเสียไปทั้งหมดไม่อาจจะเรียกคืนได้  แม้จะเรียกเพียงในอัตราร้อยละ  15  หรือต่ำกว่า  จะเรียกคืนได้เพียงตัวเงินต้นเท่านั้น  และยังอาจทำให้ผู้ที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราต้องรับผิดมีโทษในทางอาญาอีกด้วย

                อายุความการฟ้องคดีเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินโดยทั่วไปจะต้องฟ้องภายใน  10  ปี  นับตั้งแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระคืน

                กฎหมายเกี่ยวกับการค้ำประกัน

                การค้ำประกัน  เป็นการทำนิติกรรมสัญญาประเภทหนึ่ง  ซึ่งบุคคลภายนอก  เรียกว่า  ผู้ค้ำประกัน  โดยเข้ามาทำสัญญาผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ว่า  ตนจะชำระหนี้แทนให้ในเมื่อลูกหนี้มาชำระหนี้นั้น

                สัญญาค้ำประกันนั้นจะต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันไว้ด้วย  มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ไม่ว่ามีวงเงินมากน้อยเพียงใด

                การเข้าไปทำสัญญาค้ำประกันบุคคลอื่นนั้นอาจทำให้ผู้ค้ำประกันตกเป็นลูกหนี้เพราะต้องรับผิดตามสัญญานั้นๆ  และเสียเปรียบอย่างมาก  ฉะนั้นก่อนที่จะสัญญาค้ำประกันใครจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ  และมีข้อควรระมัดระวัง  ดังนี้

                1.  ผู้ค้ำประกันอาจจะต้องรับผิดชอบอย่างไม่มีข้อจำกัด  กล่าวคือ  รับผิดเช่นเดียวกับลูกหนี้ทุกอย่าง  รับผิดทั้งเงินต้น  ดอกเบี้ย  และค่าสินค้าไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ

                2.  การค้ำประกันอย่างจำกัดความรับผิด  จะต้องกำหนดไว้ในสัญญาอย่างชัดเจนว่า  จะรับผิดเป็นวงเงินเท่าไร  เช่น  น้อยกว่าต้นเงินกู้  หรือไม่รับผิดชอบในส่วนดอกเบี้ย  และค่าสินไหมทดแทนอื่นๆ

               

 

กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจำนอง

                จำนอง  หมายถึง  การเอาทรัพย์สินไปไว้กับบุคคลหนึ่ง  เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้  การทำสัญญาจำนองเป็นการตกลงทำสัญญา  ซึ่งเรียกว่า  ผู้จำนอง  กับ  ผู้รับจำนอง  โดยเอาทรัพย์สินของตนเอง  ได้แก่  อสังหาริมทรัพย์  เช่น  ที่ดิน  หรือทรัพย์สินที่ติดกับที่ดิน  เช่น  บ้าน  ต้นไม้  แร่ธาตุในดิน  เป็นต้น  และยังมีความหมายรวมถึงสังหาริมทรัพย์บางประเภทที่กฎหมายยอมให้ใช้เป็นประกันการชำระหนี้ได้เช่นเดียวกับอสังหาริมทรัพย์  ได้แก่

                1.  เรือกำปั่น  หรือเรือมีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป  เรือกลไฟ  หรือเรือยนต์มีระวางห้าตันขึ้นไป

                2.  แพ

                3.  สัตว์พาหนะ

                4.  สังหาริมทรัพย์อื่นๆ  ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ให้จดทะเบียนเฉพาะการ

                การทำสัญญาจำนอง  สัญญาจำนองเป็นหลักประกันในการชำระหนี้อย่างหนึ่ง  แต่เป็นการประกันด้วยตัวทรัพย์  ฉะนั้นการทำสัญญาจำนองจึงต้องระบุทรัพย์สินที่จำนองไว้ให้ละเอียดว่าเป็นทรัพย์สินประเภทใด  ราคามากน้อยเพียงใด  มีจำนวนเท่าใด  และสัญญาจำนองนั้นต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้จำนองและผู้รับจำนองทั้งสองฝ่าย  และต้องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  เช่น  กรมที่ดิน  สำนักงานที่ดินจังหวัด  หรือไปจดทะเบียนต่อที่อำเภอ  เช่น  จำนองที่ดินที่ไม่มีโฉนด  หรือจำนองเฉพาะบ้าน  หรือโรงเรือน  หรือสัตว์พาหนะเป็นต้น

                การบังคับจำนอง  คือ  การที่ผู้รับจำนองเรียกให้ผู้จำนองชำระหนี้  โดยบังคับเอาจากทรัพย์สินที่นำมาจำนอง  ซึ่งได้  2  วิธี  ดังนี้

                1.  ผู้รับจำนองมีจกหมายบอกลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนด  และบอกด้วยว่าถ้าลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามจะฟ้องคดีต่อศาลให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองไว้ขายทอดตลาด

                2.  ลูกหนี้ขาดส่งดอกเบี้ยเป็นเวลา  5  ปี  และไม่สามารถแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่า  ราคาทรัพย์สินนั้นเกินกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ  และทรัพย์สินนั้นไม่ติดจำนองกับเจ้าหนี้รายอื่นๆ

                กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจำนำ

                จำนำ  หมายถึง  การเอาสังหาริมทรัพย์ไปไว้กับบุคคลหนึ่ง  เพื่อเป็นประกันชำระหนี้  สัญญาจำนำแตกต่างกับสัญญาจำนองในสาระสำคัญที่ว่า  สัญญาจำนำเป็นการนำทรัพย์สินเฉพาะสังหาริมทรัพย์ไปไว้กับบุคคลอื่นเท่านั้น  อสังหาริมทรัพย์จึงไม่อาจนำไปจำนำได้

                การทำสัญญาจำนำ  สัญญาจำนำจึงต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ที่สำคัญ  2  ประการ  คือ

                1.  ทรัพย์ที่จำนำต้องเป็นสังหาริมทรัพย์

                2.  ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่จำนำให้แก่ผู้รับจำนำด้วย  ถ้าไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินถือว่าสัญญาจำนำนั้นไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

                การบังคับจำนำ  เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ  ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้  ผู้รับจำนำย่อมมีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้เอากับทรัพย์สินที่จำนำได้  โดยต้องมีการบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดในคำบอกกล่าว  ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามคำบอกกล่าว  ผู้จำนำมีสิทธิเอาทรัพย์สินที่จำนำออกขายทอดตลาดได้  แต่ไม่มีสิทธิที่จะนำไปขายโดยวิธีอื่นที่มิใช่การขายทอดตลาด

                การบังคับจำนำนั้นไม่ต้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับเหมือนกับการจำนอง  ที่จะต้องขอให้ศาลบังคับทุกกรณีไป

                กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาซื้อขาย

                สัญญาซื้อขายตามกฎหมายอาจแยกได้เป็นหลายประเภท  ดังนี้

                1.  สัญญาซื้อขายธรรมดา

                2.  สัญญาขายฝาก

                3.  สัญญาขายตามตัวอย่าง  ขายตามพรรณนา  และขายเผื่อชอบ

                4.  การขายทอดตลาด

                สัญญาซื้อขายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมีบางประเภทเท่านั้น  เช่น  สัญญาซื้อขายธรรมดา  สัญญาขายฝาก

                1.  สัญญาซื้อขายธรรมดา  เป็นการที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่า  ผู้ขาย  โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า  ผู้ซื้อ  โดยผู้ซื้อตกลงว่าจะชำระราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย  ฉะนั้นสัญญาซื้อขาย  จึงมีสาระสำคัญอยู่ที่การตกลงยินยอมโอนกรรมสิทธิ์  ได้แก่  ความเป็นเจ้าของในทรัพย์สิน  ให้แก่ผู้ซื้อทันทีที่ได้มีการตกลงซื้อขายกัน  แม้จะยังไม่ได้มีการชำระราคาทรัพย์  หรือยังไม่ได้มีการมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ  เช่น  จะชำระราคาในภายหลังหรือผ่อนชำระให้เป็นงวดๆ  แต่เมื่อได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว  ก็จะเกิดผลทางกฎหมายขึ้นทันที  กล่าวคือ  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขาย  ถ้าเป็นประเภทสังหาริมทรัพย์ก็จะโอนตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อทันทีเมื่อได้ทำสัญญาตกลงกัน  แม้อาจะยังไม่มีการชำระราคา  หรือยังไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ซื้อก็ตาม  แต่ผู้ซื้อก็เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อแล้ว

                การทำสัญญาซื้อขายโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องทำสัญญาเป็นหนังสือ  หรือหลักฐานแต่ประการใด  ความสำคัญอยู่ที่การตกลงยินยอมซื้อขายกัน  เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้วแม้การตกลงนั้นจะทำการตกลงด้วยวาจาก็ตาม  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายจะโอนเป็นของผู้ซื้อทันที  แม้จะยังไม่ได้มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายหรือยังไม่มีการชำระราคาก็ตาม

                ข้อยกเว้น  การซื้อขายทรัพย์บางประเภท  ได้แก่  อสังหาริมทรัพย์  ซึ่งหมายถึง  ที่ดิน  ทรัพย์ที่ติดอยู่กับที่ดินหรือที่ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน  และสิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทีดินด้วย  และยังรวมถึงการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษบางประเภท  ได้แก่

               

                1)  เรือกำปั่นหรือเรือมีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป

                2)  เรือกลไฟหรือเรือยนต์มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป

                3)  แพที่คนอยู่อาศัย

                4)  สัตว์พาหนะ

                การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดังที่ได้กล่าวมา  และการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษตาม  1,2,3  และ 4  กฎหมายบังคับให้ต้องทำตามแบบไว้เป็นพิเศษ  กล่าวคือ

                1)  ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ต่อกัน  และ

                2)  ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประเภทและลักษณะของทรัพย์ที่ซื้อขาย  เช่น  การซื้อขายที่ดินมีโฉนดต้องไปจดทะเบียนที่กรมที่ดิน  สำนักงานที่ดินจังหวัด  หรือ  ที่ทำการอำเภอสำหรับที่ดินที่ไม่มีโฉนด  เป็นต้น

                ถ้าคู่สัญญาซื้อขายไม่ทำตามแบบที่กำหนดไว้  การซื้อขายดังกล่าวก็จะตกเป็นโมฆะ  กล่าวคือ  การเสียเปล่า  การสูญเปล่า  ไม่เกิดผลตามกฎหมายแต่ประการใดเลย  ฉะนั้นการซื้อขายในลักษณะนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายขึ้นได้

                2.  สัญญาขายฝาก  เป็นสัญญาซื้อขายที่มีลักษณะพิเศษ  กล่าวคือ  เหมือนกับการทำสัญญาซื้อขายธรรมดาที่ได้กล่าวมาแล้ว  เพราะสัญญาขายฝากนั้นก็คือสัญญาซื้อขาย  ซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายต้องตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อ  แต่ทั้งนั้นนี้  มีข้อตกลงเป็นพิเศษว่า  ผู้ขายอาจขอไถ่ทรัพย์สินนั้นคืนได้  ฉะนั้นสัญญาขายฝาก  จึงต้องประกอบด้วยสาระสำคัญ  ดังนี้

                1.  เป็นสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อแล้ว  และ

                2.  ต้องมีข้อตกลงกันในขณะทำสัญญาว่า  ผู้ขายมีสิทธิที่จะไถ่ทรัพย์สินนั้นคืนได้  ซึ่งหมายถึงการขอซื้อคืนนั้นเอง

                ในการขอไถ่คืนหรือซื้อคืนทรัพย์สินนั้นอาจจะตกลงราคาไถ่คืนเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใดก็ได้  เช่น  ในตอนทำสัญญาซื้อขาย  สมมุติว่าทีการซื้อขายกันเพียง  10,000  บาท  แต่ในตอนขอซื้อคืนได้ตกลงราคากันไว้สูงถึง  100,000  บาท  หรือ  1,000,000  บาท  เช่นนี้  ผู้ขายก็ต้องผูกพันตามสัญญา

                การกำหนดราคาไถ่คืนสูงกว่าราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายแต่แรกเป็นจำนวนหลายเท่าตัวนั้น  บ่อมไม่เป็นธรรมกับผู้ขาย

                การไถ่คืน  กฎหมายห้ามมิให้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากเทื่อพ้นกำหนดเวลา  ดังต่อไปนี้

                1.  ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์  กำหนด  10  ปี  นับตั้งแต่วันซื้อขาย

                2.  ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์  กำหนด  3  ปี  นับตั้งแต่วันซื้อขาย

                ฉะนั้นถ้ามาขอไถ่คืนหรือซื้อทรัพย์สินคืนภายหลังระยะเวลาดังกล่าว  แม้จะช้าไปเพียงแค่วันเดียวก็อาจใช้สิทธิดังกล่าวได้  เพราะผู้ซื้อมีสิทธิที่จะปฏิเสธตามกฎหมาย  และตราบใดที่ยังไม่ใช้สิทธิขอไถ่คืน  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินก็ยังคงเป็นของผู้ซื้อ  หากพ้นกำหนดแล้วกรรมสิทธิ์ไม่อาจย้อนกลับมาเป็นของผู้ชายได้อีกเลย  จากหลักกฎหมายข้อนี้ทำให้ผู้ซื้อที่เป็นนายทุนบางคนพยายามหลีกเลี่ยงไม่ยอมให้ไถ่คืน  เนื่องจากทรัพย์สินนั้นมีค่ามากกว่าเงินที่จะนำมาไถ่คืน  จึงหลบหน้าไม่ยอมพบผู้ขายฝาก  จดหมดเวลาไถ่คืนทำให้ทรัพย์สินนั้นหลุดจำนองตกเป็นของผู้ซื้อโดยเด็ดขาด  ซึ่งกฎหมายก็ได้แก้ไขว่า  ถ้าผู้ขายฝากไม่พบตัวผู้ซื้อ  หรือผู้ซื้อไม่ยอมรับไถ่คืน  ก็ให้ผู้ขายฝากนำเงินค่าไถ่ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์  โดยเงินที่นำไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์  จะมีผลเท่ากับผู้ขายฝากได้มาไถ่ถอนจำนองจากผู้ซื้อแล้ว

                แบบของสัญญาขายฝาก  มีหลักเกณฑ์ที่จะต้องปฏิบัติในการทำสัญญาเช่นเดียวกับการซื้อขายทรัพย์สินธรรมดาดังกล่าวมาแล้ว

                ข้อควรระมัดระวัง  ผู้ขายจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษและต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ  โดยเฉพาะในเรื่องราคาที่จะขอไถ่คืนและกำหนดระยะเวลาในการไถ่คืน  เพราะถ้าล่วงเลยไปแล้จะไม่มีสิทธิขอไถ่คืนได้แต่ประการใดเลย

                การทำสัญญาขายฝากเป็นผลให้ผู้ยากจน  เช่น  ชาวไร่  ชาวนา  ต้องสูญเสียที่ดินให้แก่ผู้เอารัดเอาเปรียบไปเป็นจำนวนมาก  ในปัจจุบันนี้รัฐบาลได้ตระหนักถึงความได้เปรียบและเสียเปรียบของสัญญาขายฝาก  จึงได้ดำเนินการเพื่อหามาตรการที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ต่อไป

                กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาเช่าทรัพย์

                การเช่า  หมายถึง  การใช้ทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นการชั่วคราว  โดยจ่ายค่าเช่าเป็นการตอบแทน  ทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์  หรือสังหาริมทรัพย์  ย่อมทำสัญญาเช่าได้เสมอไป  โดยเรียกคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งว่า  ผู้ให้เช่า  ทำการตกลงให้อีกบุคคลหนึ่งเรียกว่า  ผู้เช่า  ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง  โดยมีระยะเวลาอันจำกัด  และผู้เช่าอาจตกลงจ่ายค่าเช่าเป็นเงินตอบแทน

                ฉะนั้นสัญญาเช่าทรัพย์จึงต่างกับสัญญาซื้อขายในประการสำคัญที่ว่า  การเช่าจะต้องมีระยะเวลาอันจำกัด  จะกำหนดไว้  1  ปีหรือ  3  ปีก็ได้  และผู้เช่าจะไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าแต่อย่างใด

                การเช่าอสังหาริมทรัพย์จะต้องทำหลักฐานไว้เป็นหนังสือต่อกัน  โดยลงลายมือชื่อคู่สัญญาฝ่ายที่ต้องรับผิดจึงจะฟ้องร้องบังคับกันได้

                ถ้าเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์มีกำหนด  3  ปีขึ้นไป  หรือเป็นการเช่าที่มีกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า  จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามระยะเวลาที่กำหนดนั้น  มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับได้เพียงแค่  3  ปี  และอสังหาริมทรัพย์กฎหมายมิให้เช่ากันเกินกว่า  30  ปี

               

 

กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ

                สัญญาเช่าซื้อมีลักษณะแตกต่างกับสัญญาเช่าธรรมดา  กล่าวคือ  การเช่าซื้อเป็นการทำสัญญาเช่าส่วนหนึ่งและมีคำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นให้  หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า  เมื่อผู้เช่าได้ใช้  เงิน  เป็นค่าเช่าครบจำนวนตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

                สัญญาเช่าซื้อ  มีข้อแตกต่างกับการขายและการซื้อผ่อนส่งด้วย  เพราะการขายและการซื้อผ่อนส่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โอนไปเป็นของผู้ซื้อแล้ว  เพียงแต่ผู้ซื้อมีข้อผูกพันที่จะต้องชำระราคาให้จนครบภายหลัง  แต่การเช่าซื้อ  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่ายังเป็นของผู้ให้เช่าอยู่

                แบบของสัญญาเช่าซื้อ  การเช่าซื้อมีข้อสำคัญว่าจะต้องทำเป็นหนังสือ  จะตกลงเช่าซื้อกันด้วยวาจาไม่ได้  มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะถือเสมือนว่าไม่มีการเช่าซื้อกันเลย  และการทำสัญญาเช่าซื้อเป็นหนังสือนั้นคู่สัญญาอาจทำกันเองได้  ไม่ต้องทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

                การผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ  ถ้าผู้เช่าซื้อผิดถนัดไม่ใช้เงินค่าเช่าสองความติดๆ  กัน  หรือได้กระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญ  เจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเสียได้  เมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว  ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ให้เช่านั้นๆได้  และยังมีสิทธิรับเงินที่ได้มาเป็นต้นเช่าก่อนเลิกทำสัญญาเสียทั้งหมดก็ได้

                กฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

                การที่คนไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่นนอกจากจะเกิดความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับสิทธ์ในทางแพ่งแล้วบางกรณียังอาจจะก่อให้เกิดความรับผิดในทางอาญาด้วยก็ได้  การกระทำที่จะต้องรับผิดในทางอาญานั้นเป็นเรื่องของการกระทำที่มีความผิดและมีโทษในทางอาญา  ซึ่งมีกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นๆ ที่บัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดในทางอาญา

                หลักเกณฑ์สำคัญของความผิดตามกฎหมายอาญา  มีดังนี้

                1. ไม่มีความผิดในทางอาญาถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ กล่าวคือ  การกระทำใด ๆ จะเป็นความผิดอาญาต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าการกระทำนั้นๆ เป็นความผิด

                2. ไม่มีโทษถ้ากฎหมายไม่บัญญัติไว้ให้ต้องรับโทษ  กล่าวคือ  บุคคลจะรับโทษในทางอาญาต่อเมี่อมีกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่มีการกระทำนั้น  บัญญัติว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้  เช่น  โทษปรับโทษจำคุก  เป็นต้น

                3. ไม่มีผลย้อนหลังให้โทษทางอาญา  กล่าวคือ  กฎหมายอาญาจะไม่มีผลย้อนหลังไปลงโทษบุบคลให้ต้องรับโทษถ้าในขณะที่กระทำไม่มีกฎหมายบัญญติว่าเป็นความผิด  แต่อาจย้อนหลังในทางที่เป็นคุณได้  เช่น  ให้รับโทษน้อยลง

                4. ต้องตีความโดยเคร่งครัด  กล่าวคือ  บทบัญญัติในกฎหมายอาญาจะตีความให้เป็นการขยายไปลงโทษหรือเพิ่มโทษในกรณีท่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนไม่ได้

               

 

ความผิดอาญา

                     ความผิดอาญาที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันตามปกติธรรมดา  อาจจำแนกได้ดังต่อไปนี้

                          1. ความผิดอาญาแผ่นดิน

                          2.ความผิดอาญาที่ยอมความได้

                1. ความผิดอาญาแผ่นดิน  เป็นความผิดทางอาญาซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว  และไม่สามารถยิมความกันได้  ความผิดที่เป็นอาญาแผ่นดิน  แม้จะไม่มีผู้เสียหายร้องทุกข์  หรือไม่มีผู้ใดกล่าวโทษเจ้าพนักงานสอบสวนหรือตำรวจก็มีอำนาจสืบสวนดำเนินคดีอาญาต่อผู้การะทำความผิดได้

                2. ความผิดอาญาที่ยอมความได้  หมายถึง  ความผิดอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวซึ่งต่างกับความผิดอาญาแผ่นดินดังที่กล่าวมาแล้ว  ความผิดอาญาอันยอมความได้นี้  ตามประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า  ความผิดอาญาในลักษณะใด  และประเภทใดบ้างเป็นความผิดอันยอมความได้ฉะนั้นผู้ที่ต้องการจะทราบว่าความผิดอาญาใดเป็นความผิดอันยอมความได้  ก็อาจจะดูและศึกษาได้จากบทในกฎหมายอาญาแต่ละเรื่องได้  เช่น  ความผิดฐานลักทรัพย์  โดยหลักกฎหมายอาญาอาญาจะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน  แต่ถ้าเป็นการกระทำที่ผู้บุพการีกระทำต่อผู้สืบสันดาน  ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี  หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกัน  ตามกฎหมายก็ให้เป็นความผิดอันยอมความกันได้

                นอกจากนี้ก็มีความผิดฐานยักยอก  ความผิดฐานฉ้อโกง  และความผิดที่เกี่ยวกับเพศบางลักษณะ  ซึ่งตามกฎหมายให้เป็นความผิดอันยอมความได้

                ความสำคัญที่ควรจะต้องทราบก็คือ  ความผิดอาญาใดเป็นความผิดอันยอมความได้  ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์หรือที่เรียกกันว่า  การแจ้งความ  ต่อพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานตำรวจภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด  และคดีนั้นจะเป็นอันขาดอายุความ  กล่าวคือ  จะดำเนินคดีอาญาผู้นั้นภายหลังที่ขาดอายุความแล้วไม่ได้  พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน

                นอกจากนี้ยังมีความผิดทางอาญาที่เป็นลหุโทษ  หมายถึง  ความผิดอาญาที่มีโทษเล็กๆ  น้อยๆ  ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน  หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับไม่เกินกว่านี้

 

 

 

 

 

 

การกระทำผิดอาญา

                การกระทำผิดอาญา  แบ่งเป็น  3  ประเภท  คือ  การกระทำผิดโดยเจตนา  การกระทำผิดโดยไม่เจตนา  และการกระทำผิดโดยประมาท

                1.  การกระทำผิดโดยเจตนา  คือ  การกระทำผิดที่ผู้กระทำผิดได้กระทำโดยรู้  และประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำนั้น  เช่น  นายดำใช้ปืนยิงนายแดงจนถึงแก่ความตาย  โดยนายดำรู้ตัวว่ายิงนายแดงและมีความประสงค์ให้นายแดงตาย  นายดำมีความผิดฐานฆ่านายแดงตายโดยเจตนา

                2.  การกระทำผิดโดยไม่เจตนา  คือ  การกระทำผิดโดยมีเจตนาร้าย  แต่ไม่ได้ประสงค์ต่อผลหรือมิได้เล็งเห็นผลในการกระทำนั้น  เช่น  นายดำใช้ไม้ตะพดตีหัวนายแดง  เพื่อให้นายแดงได้รับบาดเจ็บ  แต่ตีแรงเกินไปจนนายแดงถึงแก่ความตาย  นายดำมีความผิดฐานฆ่านายแดงตายโดยไม่เจตนา  เพราะนายดำมีเจตนาเพียงแต่ทำร้ายไม่มีเจตนาฆ่านายแดง

                3.  การกระทำผิดโดยประมาท  คือ  การกระทำผิดที่กระทำโดยไม่เจตนา  แต่ได้กระทำไปโดยปราศจากความระมัดระวัง  เช่น  นาย  ก  ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง  เมื่อมาถึงบริเวณหมู่บ้านซึ่งมีประชาชนพลุกพล่าน  นาย  ก  ก็ไม่ชะลอความเร็วลง  เป็นเหตุให้รถไปชนนายขาวซึ่งเดินอยู่ข้างถนนถึงแก่ความตายนาย  ก  มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  เพราะนาย  ก  ไม่ได้มีเจตนาขับรถชนนายขาว  แต่นาย  ก  ขับรถโดยปราศจากความระมัดระวัง  จนเป็นเหตุให้ชนนายขาวถึงแก่ความตาย

 

 

 

 

 

 

ผู้กระทำผิดอาญา

                ผู้กระทำผิดอาญาแบ่งได้  4  ประเภท  คือ  ผู้กระทำความผิดด้วยตนเอง  ผู้ร่วมกระทำความผิด  ผู้ใช้ให้กระทำความผิด  และผู้สนับสนุนการกระทำความผิด

                1.  ผู้กระทำความผิดด้วยตนเอง  คือ  การกระทำความผิดที่ผู้กระทำผิดได้ลงมือกระทำความผิดนั้นด้วยตนเอง

                2.  ผู้ร่วมกระทำความผิด  คือ  การกระทำความผิดที่มีผู้อื่นมาร่วมกระทำความผิดด้วย

                3.  ผู้ใช้ให้กระทำความผิด  คือ  ผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการบังคับขู่เข็ญ  หรือยุยงส่งเสริม  หรือด้วยวิธีอื่นใด  ผู้ใช้ต้องได้รับโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิด  แต่ถ้าความมิได้กระทำลง  ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ  ยังไม่ได้กระทำ  หรือเหตุผลอื่น  ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

                4.  ผู้สนับสนุนการกระทำผิด  คือ  ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเอื้ออำนวยให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำควาผิดก่อนหรือขณะกระทความผิด  ผู้สนับสนุนต้องได้รับโทษสองในสามของผู้กระทำผิด

การรับโทษทางอาญา

                ผู้ที่จะต้องรับโทษทางอาญานั้นะต้องเป็นผู้กระทำความผิด  หากการกระทำใดไม่เป็นความผิดทางอาญาแล้ว  ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ  การกระทำความผิดทางอาญาอาจไม่ต้องรับโทษหรือได้รัรลดหย่อนผ่อนโทษ  ดังเงื่อนไขต่อไปนี้

                1.  การกระทะที่ไม่เป็นความผิด  ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ  เช่น  การกระทำที่เป็นการป้องกันโดยชอยด้วยกฎหมาย  เป็นต้น

                การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย  คือ  การกระทำผิดโดยป้องกันสิทธิของตนเองหรือของผู้อื่น  ให้พ้นจากภยันตรายที่ผิดต่อกฎหมาย  อันใกล้จะถึงเพื่อให้พ้นจากภยันตรายนั้น  ถ้าทำโดยสมควรแก่เหตุ  เช่น  นายดำเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านนายแดง  นายแดงมาพบเข้า  นายดำใช้ปืนยิงนายแดง  แต่กระสุนปืนไม่ถูกนายแดง นายแดงจึงใช้ปืนยิงตอบมา  กระสุนปืนถูกนายดำถึงแก่ความตาย  ดังนี้  นายแดงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  เพราะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

                2.  การกระทำที่เป็นความผิด  แต่ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ  มีบางกรณีแม้ผู้กระทำผิด  ได้กระผิดไปแล้ว  แต่กฎหมายก็ยกเว้นโทษให้  เช่น  การกระทำโดยจำเป็นเพื่อป้องกันตนเอง  หรือเด็กที่มีอายุไม่เกิน  7  ปี  กระทำอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด  เด็กที่กรทำผิดนั้นไม่ต้องรับโทษ

                3.  การกระทำที่เป็นการกระทำผิด  แต่ผู้กระทำผิดได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ  มีบางกรณีแม้ผู้กระทำผิดได้กระทำความผิดไปแล้ว  แต่ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ  เช่น  การกระทำผิดโดยบันดาลโทสะ  คือ  ผู้กระทำความผิดได้กระทำโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง  ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม  จึงได้กระทำผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น  ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้  สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ตาม

ความผิดประเภทต่างๆ  ตามประมวลกฎหมายอาญา

                ความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามีหลายประการ

                1.  ความผิดต่อชีวิต  คือ  ความผิดที่กระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ซึ่งมีหลายประเภทดังนี้

                ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  คือ  ความผิดที่ผู้กระทำผิดได้ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  หรือจงใจ  มุ่งมั่นตั้งใจที่จะฆ่าผู้นั้น

                ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตนาฆ่า  คือ  ผู้กระทำผิดมีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายมิได้ตั้งใจหรือมุ่งมั่นที่จะฆ่าผู้นั้น  แต่ผลจากการทำร้ายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

                ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  คือ  การกระทำโดยขาดความระมัดระวังเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

                2.  ความผิดต่อร่างกาย  คือ  การกระทำผิดซึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย  ซึ่งมีหลายประเภท  คือ

                ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงบาดเจ็บ  คือ  การทำร้ายผู้อื่น  แต่ผู้อื่นไม่ได้รับบาดเจ็บ

                ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  คือ  ผู้กระทำผิดได้ทำร้ายร่างกายผู้อื่น  จนได้รับบาดเจ็บแก่กายหรือจิตใจ

                3.  ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์  คือ  ความผิดที่กระทำผิดต่อทรัพย์ของผู้อื่น  ซึ่งมีด้วยกันหลายประเภท  คือ

                ความผิดฐานลักทรัพย์  คือ  ผู้กระทำผิดที่เอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วยไปเป็นสิทธิของตนเองโดยทุจริต

                ความผิดฐานวิ่ราวทรัพย์  คือ  ความผิดฐานลักทรัพย์โดยฉกฉวยทรัพย์ของผู้อื่นเอาไปซึ่งหน้า  เช่น  การคว้า  จับ  หยิบ  หรือกระชากไปโดยเร็ว  ต่อหน้าเจ้าของทรัพย์

                ความผิดฐานชิงทรัพย์  คือ  ความผิดฐานลักทรัพย์โดยการใช้กำลังทำร้ายหรือขู่ว่าจะทำร้ายเจ้าของทรัพย์เช่น  นายเขียวเห็นหน้านายเหลืองเดินมาในตรอก  จึงใช้มีดจี้บังคับให้นายเหลืองถอดนาฬิกานายเหลืองจึงถอดนาฬิกาให้นายเขียวไป  เช่นนี้เป็นการชิงทรัพย์

                ความผิดฐานปล้นทรัพย์  คือ  การร่วมกันชิงทรัพย์ตั้งแต่  3  คนขึ้นไป

                ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์  คือ  การข่มขู่ให่คนอื่นให้ทรัพย์หรือจะให้ทรัพย์แก่ตน  โดยใช้กำลังประทุษร้าย  หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายถึงชีวิต  ร่างกาย  เสรีภาพ  ชื่อเสียง  หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม  จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น  เช่น  นาย  ก  ขู่นาย  ข  ว่า  ให้มอบเงินสดแก่ตน  10000  บาท  มิฉะนั้นจะเผาบ้านของนาย  ข  นาย  ข  กลัว  จึงมอบเงิน  10000  บาท  ให้นาย  ก  นาย  ก  มีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์

                ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์  คือ  การข่มขืนใจของผู้อื่นให้ยอมให้  หรือยอมจะให้ตน  หรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน  โดยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับ  ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหาย  จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น  เช่น  นาย  ก  ขู่นาง  ข  ว่า  ถ้าไม่ให้เงินแก่ตน  5000  บาท  จะไปบอกให้นาย  ค  สามีของนาง  ข  ทราบว่า  นาง  ข  เคยได้เสียกับตนมาแล้ว  นาง  ข  จึงให้เงินนาย  ก  ไป  5000  บาท  นาย  ก  มีความผิดฐานรีดเอาทรัพย์

                ความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์  คือ  การเอาทรัพย์ของผู้อื่นโดยทุจริตด้วยการหลอกลวงหรือการแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้เขาหลงเชื่อและส่งมอบทรัพย์ให้แก่ผู้หลอกลวง

                ความผิดฐานยักยอก  คือ  ผู้รักษา  ดูแลหรือครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น  แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง  หรือบุคคลที่สาม  เช่น  นายเขียวเช่าซื้อโทรทัศน์จากนายเหลือง  ขณะที่นายเขียวยังผ่อนไม่หมด  ก็เอาโทรทัศน์นั้นไปขายต่อให้นายแดง  นายแดงยืมรถจักรยานจากนายขาว  แล้วต่อมานายดำเอารถจักรยานนั้นไปขายเพื่อเอาเงินมาใช้เอง  ทั้ง  2  กรณี  เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์

                ความผิดฐานรับของโจร  คือ  การช่วยซ่อนเร้น  ช่วยจำหน่าย  ช่วยพาเอาไปเสีย  ซื้อ  รับจำนำ  หรือรับไว้โดยประการใด  ซึ่งรู้ว่าทรัพย์นั้นได้มาโดนการกระทะผิด  คือ  ผู้กระทำความผิดรู้ว่าเป็นของโจรก็ยังกระทำหากไม่รู้ว่าเป็นของโจรก็ไม่มีความผิด  เช่น  นายดำลักรถยนต์ของนายแดงมา  นายขาวรู้ว่านั้นเป็นทรัพย์ที่ลักมา  นายขาวยังซื้อรถนั้นจากนายดำ  นายขาวมีความผิดฐานรับจของโจร

                ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์  คือ  การกระทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นหรือทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่  ด้วยเสียหาย

                ความผิดฐานบุกรุก  คือ  ความผิดที่ผู้กระทำผิดเข้าไปในเคหะสถานของผู้อื่น  ดยไม่มีเหตุสมคสรหรือเข้าไปโดยมีเหตุสมควรแต่ผู้ให้เข้าไปไล่ออกก็ไม่ยอมออกมา

                4.  ความผิดฐานเป็นกบฎ  เช่น  ใช้กำลังประทุษร้าย  หรือขู่เข็ยว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงระฐธรรมนูญ  หรืออำนาจนิติบัญญัติ  อำนาจบรหาร  อำนาจตุลาการ  หรือแบ่งแยกราชอาณาจักร  หรือยึดอำนาจการปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักร

                5.  ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ  เช่น  สะสมกังคน  หรืออาวุธ  หรือเตรียมการเป็นกบฎยุยงทหาร  หรือตำรวจให้หนีราชการ  หรือก่อการกำเริบ  ยุยงหรือจัดให้เกิดการร่วมกันหยุดงาน  ปิดงาน  งดจ้าง  หรือไม่ยอมค้าขาย  เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดิน  หรือบังคับรัฐบาล  หรือข่มขู่ประชาชน

                6.  ความผิดฐานวางเพลิง  การลอบจุกไปเผาอาคารบ้านเรือนหรือทรัพย์  หากเป็นอาคารสถานที่สาธารณะ  มีโทษรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต  แม้การวางเพลิงทรัพย์สินของตนเองก็มีโทษ  ถ้าหากการกระทำนั้นอาจจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น

                7.  ความผิดฐานปลอมแปลงเงินตรา  เช่น  ทำธนบัตรปลอมหรือทำเหรียญกษาปณ์ปลอม  นอกจากผู้ปลอมจะมีความผิดแล้ว  ผู้ที่นำไปใช้ทั้งๆ  ที่รู้ว่าเป็นของปลอมก็มีความผิดด้วย

                8.  ความผิดเกี่ยวกับเพศ  เช่น  การข่มขืนกระทำชำเรา  มีโทษจำคุกตั้งแต่  3  ปี  ถึง  20  ปี  ถ้ามีอาวุธข่มขู่ด้วย  มีโทษจำคุกตั้งแต่  15  ปี  ถึง  20  ปี  หรือตลอดชีวิต  อนึ่ง  ถ้าหญิงเป็นเด็กมีอายุไม่เกิน  15  ปี  แม้เด็กหญิงนั้นจะยินยอม  ก็มีความผิด  และถ้าเด็กหญิงนั้นมีอายุไม่เกิน  13  ปี  จะมีโทษหนักยิ่งขึ้น  นอกจากนี้การชักพาหญิงเพื่อไปสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น  หรือเพื่อการอนาจารก็มีความผิด  รวมทั้งผู้ที่สนับสนุนด้วย

                9.  ความผิดฐานทำให้แท้งลูก  หญิงที่ทำให้ตนเองหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก  มีความผิดฐานทำให้แท้งลูก  และผู้ทำแท้งก็มีความผิดด้วยแม้ฝ่ายหญิงจะยินยอมก็ตาม

 

ขอบคุณที่มา
preecha39.blogspot.com