085-159-3888      จันทร์ - ศุกร์ 08:30 - 17:30 น.      contact@italthailawfirm.com

กฎหมายละเมิด" (Violate Law) คือ กฎหมายประเภทหนึ่งของกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ เพื่อใช้เรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระหว่างกัน ซึ่ง "ละเมิด" จะหมายถึงการกระทำใดๆของบุคคล หรือการกระทำที่อยู่ในความรับผิดชอบของบุคคลอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น ผู้ได้รับความเสียหายนั้นชอบที่จะได้รับการเยียวยาได้ โดยการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือเรียกร้องให้ผู้ละเมิดปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติในลักษณะอื่นๆแล้วแต่กรณี

1. กระทำต่อบุคคลอื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

    การกระทำ หมายถึงการเคลื่อนไหวอิริยาบถ โดยรู้สำนึกในการเคลื่อนไหวนั้น กล่าวคือ การเคลื่อนไหวอิริยาบถนั้นมีผลมาจากความคิด ตกลงใจ และการกระทำตามที่ตกลงใจนั้น หากบุคคลเคลื่อนไหวโดยไม่รู้สำนึก เช่น สะดุ้ง ละเมอ หรือถูกจับมือให้กระทำ ดังนี้ไม่ถือว่ามีการกระทำ เพราะการเคลื่อนไหวต่างๆนั้นไม่ใช่มีผลมาจากการคิด ตกลงใจ และกระทำตามที่ตกลงใจ[3]

       การกระทำต่อบุคคลอื่นต้องเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฏหมาย หรือกล่าวอีกนัยหนี่งคือ เป็นการกระทำที่ผู้กระทำไม่มีอำนาจที่จะกระทำตามกฏหมาย เช่น ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ขับรถโดยประมาท หรือทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย เป็นต้น

 

 2. เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

             กระทำโดยจงใจ หมายถึง กระทำโดยรู้สำนึกถึงผลหรือความเสียหายที่่่จะเกิดจากการกระทำของตน ส่วนผลหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นจะมากหรือน้อยเพียงใดไม่สำคัญ

             กระทำโดยประมาทเลินเล่อ หมายถึงกระทำโดยไม่จงใจ แต่ไม่ได้ความระมัดระวังตามสมควร การกระทำอย่างใดเป็นประมาทเลินเล่อต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไป

 

 3. การกระทำนั้นเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย

           การกระทำละเมิดนั้น นอกจากจะต้องเข้าตามข้อ 1 และข้อ 2  แล้วยังต้องเป็นเหตุให้ผู้อื่นเกิดความเสียหายด้วย หากการกระทำนั้นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นแล้ว ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิด

           ส่วนแค่ไหนเพียงใดจึงจะถือว่าเป็นความเสียหายนั้น คงต้องอาศัยการวินิจฉัยของบุคคลธรรมดาหรือปกติชนที่คิดเห็นในสังคมโดยชอบเป็นมาตรฐาน เช่น ก. ยืนพิงรถยนต์ของ ข. ว่ากันตามกฏหมายไทยคงไม่ถือว่าเป็นความเสียหาย[7]

             การกระทำที่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าวทั้ง 3 ประการจะเป็นความรับผิดฐานละเมิด ซึ่งผู้ทำละเมิดมีหน้าที่หรือความรับผิดตามกฏหมายในอันที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ที่ถูกทำละเมิดนั้น

 

          4. ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลของการกระทำ

          เรื่่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลของการกระทำนี้้ ถือป็นหลักเกณฑ์ความรับผิดฐานละเมิดที่สำคัญประการหนึ่ง ถึงแม้ถ้อยคำในตัวบทจะไม่ได้ระบุให้ชัดเจนเหมือนหลักเกณฑ์ข้ออื่นๆก็ตาม ในการวินิจฉัยว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผลตามหลักเกณฑ์ข้อนี้หรือไม่นั้นควรจะต้องแยกพิจารณาเป็น 2 ขั้นตอน กล่าวคือ

              1. เป็นความสัมพันธ์ที่่เป็นและผลระหว่างการกระทำโดยไม่ชอบของจำเลย กับความเสียหายที่โจทก์ได้รับอยู่จริงหรือไม่ และ

              2. ความเสียหายที่เป็นผลมาจากการกระทำของจำเลยนั้นไกลเกินกว่าเหตุที่จะให้จำเลยรับผิดหรือไม่

 

              ความเห็นของนักนิติศาสตร์ในเรื่องนี้มีอยู่หลายประการ เช่น

              1. ความเสียหายนั้นจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง

              2. ความเสียหายนั้นจะต้องเป็นผลที่ใกล้ชิดกับการกระทำความผิด หรือ

           3. ความเสียหายนั้นต้องเป็นความเสียหายที่ตามธรรมดาย่อมเกิดจากการกระทำนั้นๆไม่ใช่ความเสียหาย

 

     อย่างไรก็ตาม นักนิติศาสตร์เยอรมันได้กำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ขึ้นเป็นทฤษฎีสำคัญรวม 2 ทฤษฎี คือ

             1. ทฤษฎีความเท่ากันแห่งเหตุหรือทฤษฎีเงื่อนไข

             2. ทฤษฎีมูลเหตุเหมาะสม

          

              หลักเกณฑ์ใน 2 ทฤษฎีส่งผลในทางกฎหมายแตกต่างกันไป โดยทฤษฎีที่ใช้ในกฎหมายไทยจึงมีการนำหลักจาก 2 ทฤษฎีนี้มาร่วมกัน โดยนำทฤษฎีความเท่ากันแห่งเหตุหรือทฤษฎีเงื่อนไขมาใช้เป็นหลักเบื้องต้น แล้วนำทฤษฎีมูลเหตุเหมาะสมมาเป็นข้อยกเว้น